Last Modified: Saturday, October 29, 2016

หมอยาเจ้าเสน่ห์: จอมใจราชาปีศาจ บทที่ 34-36

บทที่34 เริ่มต้นการประลอง

ยามอู่ของวัน

ผู้คนต่างพากันรุมล้อมอยู่รอบๆลานประลอง ต่างก็ถกเถียงถึงผู้ที่จะชนะในการประลองครั้งนี้อย่างตื่นเต้น บ้างถึงกับลงพนันขันต่อ แน่นอนทุกคนต่างก็คิดว่ามู่ถิงเอ๋อร์ซึ่งเป็นผู้ฝึกวิทยายุทธ์ขั้นสี่ต้องเป็นผู้ชนะในครั้งนี้ ขณะที่มู่หรูเยว่ต้องรั้งอันดับสุดท้ายอย่างไม่ต้องสงสัย ใครใช้ให้นางเป็นคนไร้ค่ากันเล่า?

ต่อไปมู่ถิงเอ๋อร์ ตระกูลมู่ ประลองกับ คุณหนูจางหยาซิน จากจวนเสนาบดีกง
ในที่สุดก็ถึงตาของมู่ถิงเออร์

ผู้คนต่างอารมณ์พลุ่งพล่านเมื่อจับจ้องเด็กสาวในชุดเขียว มู่ถิงเอ๋อร์ดูจะชมชอบการตกอยู่ท่ามกลางสายตาของผู้คน นางจึงคลี่ยิ้มพลางเยื้อย่างขึ้นเวทีประลองอย่างสง่างาม

ท่านพ่อ ถึงตาพี่ถิงเอ๋อร์แล้วมู่อี้เสี่ยดึงชายเสื้อมู่ชิงพลางกระโดดอย่างตื่นเต้น พี่สาวถิงเอ๋อร์เยี่ยมมาก ตอนที่นางก้าวขึ้นเวทีประลองผู้คนพากันเงียบกริบ นอกจากพี่ถิงเอ๋อร์แล้วมีใครบ้างทำได้อย่างนาง?”

มู่อี้เสี่ยเชิดคางขึ้น พลางคลี่ยิ้มกว้าง ใครบ้างไม่รู้สึกภูมิใจที่มีพี่สาวที่น่าโดดเด่นอย่างมู่ถิงเอ๋อร์?

เหล่าองค์ชายและเชื้อพระวงศ์ยังอดไม่ได้ ต่างจ้องมองมู่ถิงเอ๋อร์ด้วยแววตาหลงใหล แต่สายตาของอีกฝ่ายกลับจับจ้องไปที่เย่เทียนเฟิงแต่เพียงผู้เดียว

ชายหนุ่มที่หลงใหลนางหลังจากรับรู้ว่านางเห็นเพียงเย่เทียนเฟิงอยู่ในสายตาก็ไม่รู้สึกเจ็บปวดนัก พวกเขารู้สึกว่าบุคคลที่โดดเด่นอย่างเย่เทียนเฟิงเท่านั้นจึงจะคู่ควรกับนาง

พวกเขาสมเป็นคู่รักสวรรค์สร้างที่ถูกลิขิตให้เกิดมาคู่กัน ผู้หญิงอย่างมู่หรูเยว่ที่ถูกยกเลิกการหมั้นหมายจะคู่ควรกับเย่เทียนเฟิงได้อย่างไร? นางมีอะไรดีเมื่อเทียบกับมู่ถิงเอ๋อร์?

หากเขาเป็นเย่เทียนเฟิง เขาย่อมเลือกมู่ถิงเอ๋อร์แทนคนไร้ค่าที่มีดีแต่หน้าตาอย่างแน่นอน

คุณหนูจาง เชิญ

มู่ถิงเอ๋อร์เหลือบตากลับมาที่จางหยาซินด้วยรอยยิ้มเป็นมิตร ไม่ว่าใครที่เห็นท่าทางของนางในตอนนี้ต่างก็รู้สึกไม่สบายใจที่ต้องลงมือกับนาง

แม่นางมู่ ไม่ต้องถ่อมตัวก็ได้จางหยาซินคลี่ยิ้มพลางกระตุกแส้ยาวจากข้างเอวออกมา ฉับพลันแส้สีแดงสดแหวกฝ่าอากาศพุ่งเข้าฝ่ายตรงข้ามอย่างรวดเร็ว

มู่ถิงเอ๋อร์ได้ยินเสียงแส้แหวกอากาศใกล้เข้ามา นางเพียงเคลื่อนกายไปด้านข้างหลบหลีกการโจมตีนั้นอย่างง่ายดาย ชั่วพริบตาร่างของนางก็ปรากฏอยู่อีกฟากหนึ่งของเวที นางอาศัยความรวดเร็วพุ่งเข้าประชิดจางหยาซินจากด้านหลัง

ปลายกระบี่เย็นเยียบจ่ออยู่ที่ลำคอจางหยาซิน นางชะงักคลี่ยิ้มอย่างจืดเจื่อน แม่นางมู่ ดูเหมือนข้าจะไม่ใช่คู่ต่อสู้ของท่าน ข้าขอยอมแพ้

ท่านยอมให้ข้าชนะ

มู่ถิงเอ๋อร์ถอนกระบี่กลับ พลางเหลือบสายตาไปทางเย่เทียนเฟิง

ผลการประลองเป็นไปตามคาดการณ์ นี่แทบไม่เรียกว่าการประลองด้วยซ้ำ ด้วยความสามารถของจางหยาซิน นางย่อมไม่ใช่คู่ต่อสู้ของมู่ถิงเอ๋อร์

ดูเหมือนว่าชัยชนะจะตกเป็นของมู่ถิงเอ๋อร์อย่างง่ายดาย

เฟิงเอ๋อร์ นั่นคือเด็กสาวที่เจ้าพึงใจ?” ฮ่องเต้สือเยว่ลูบเคราพลางคลี่ยิ้มอย่างพึงพอใจ ไม่เลว พรสวรรค์และบุคลิกของนางนับว่าล้ำเลิศ สายตาเจ้าเฉียบแหลมมาก ในบรรดาบุตรีทั้งสามของตระกูลมู่ มีเพียงมู่ถิงเอ๋อร์ที่แม้จะไม่ได้ข้องเกี่ยวทางสายเลือดแต่ก็โดดเด่นที่สุด

เสด็จปู่ หากท่านพึงใจนางก็ดีแล้ว” เย่เทียนเฟิงรู้สึกตื่นเต้น ดูเหมือนว่าเสด็จปู่ของเขาจะพึงพอใจมู่ถิงเอ๋อร์ไม่น้อย ถ้าเป็นอย่างนั้นคงไม่ใช่เรื่องยากที่จะให้เสด็จปู่ยอมอนุญาตให้เขาแต่งงานกับถิงเอ๋อร์

ได้ยินบทสนทนาของปู่และหลาน จี้หรูหยาที่นั่งอยู่ด้านข้างทำหน้ายื่น นัยน์ตาแสดงออกถึงความรังเกียจ มู่ถิงเอ๋อร์ผู้นั้นแม้จะรูปโฉมงดงามและพรสวรรค์โดดเด่น แต่ว่านางดูเสแสร้งเกินไป

นางชื่นชอบมู่หรูเยว่ที่พบเมื่อหลายเดือนก่อนมากกว่า

ในตอนนั้นเอง ผู้ดำเนินการประลองได้ประกาศออกมาอีกครั้ง

ต่อไปมู่หรูเยว่ ตระกูลมู่ ประลองกับ หลี่ลู่ บุตรชายแม่ทัพฮัวกว๋อ



บทที่35 ผู้ฝึกวิทยายุทธ์ขั้นสาม

เมื่อเสียงประกาศดังขึ้น ฝูงชนพากันเงียบกริบ

ไม่มีใครคาดคิดว่านอกเหนือจากมู่ถิงเอ๋อร์ จะมีคนผู้หนึ่งสามารถสร้างปรากฏการณ์เช่นนี้ได้

บนเวทีประลอง เด็กสาวในชุดสีขาวเดินมายังกึ่งกลางเวที ถึงแม้ร่างกายเด็กสาวจะดูผ่ายผอมไปบ้างแต่ก็ยังมองออกว่าใบหน้าของนางงามล้ำ หากมู่ถิงเอ๋อร์เป็นเหมือนกับดอกไม้สีขาวแสนเปราะบาง เด็กสาวผู้นี้ก็ให้ความรู้สึกเหมือนต้นไผ่ที่อยู่ท่ามกลางภูเขาหิมะ ตั้งตระหง่าน ไม่หวาดกลัวต่อสภาพอากาศ

ผู้คนต่างไม่ปฏิเสธว่าภายในตระกูลมู่ บุตรสาวที่โดดเด่นที่สุดคือมู่ถิงเออร์ แต่หากพูดถึงความงามล่ะก็ ย่อมต้องตกเป็นของคนไร้ค่าอันดับหนึ่งแห่งแคว้นสือเยว่ มู่หรูเยว่ อย่างแน่นอน

ความงามของนาวดูราวกับเทพธิดาจากดวงจันทร์ ผู้คนพากันจ้องมองนางอย่างหลงใหล

เจ้าคือมู่หรูเยว่?” หลี่ลู่ยิ้มกริ่ม ใช้สายจับจ้องมู่หรูเยว่อย่างเปิดเผย ถ้าเจ้าแพ้ให้ข้า เจ้าต้องมาเป็นอนุคนที่สิบสามของข้า ตกลงหรือไม่?”

ได้มู่หรูเยว่คลี่ยิ้มเย็น ถ้าเจ้าแพ้ เจ้าต้องติดตามรับใช้ข้า ตกลงหรือไม่?”

ฮ่าฮ่า!” หลี่ลู่หัวเราะ พลางจ้องมองมู่หรูเยว่อย่างชอบใจ

ถ้าข้าตกลงแล้วจะทำไม?” เขาหยุดครู่หนึ่งก่อนจะพูดต่อ ข้าไม่แพ้แน่นอน!”

มู่หรูเยว่เป็นแค่คนไร้ค่าอับดับหนึ่งในแคว้น ข้าจะแพ้ได้อย่างไร?’

แต่ก่อนที่หลี่ลู่จะเริ่มตอบโต้ มู่หรูเยว่ชิงออกกระบวนท่าก่อน เมื่อเห็นประกายเย็นเยียบจากกระบี่ในมือของนาง ลมหายใจหลี่ลู่พลันสะดุด

ผู้ฝึกวิทยายุทธ์ขั้นสาม!”

ถูกต้อง... ประกายเย็นเยียบที่ส่งผ่านจากร่างกายเป็นความสามารถของผู้ฝึกวิทยายุทธ์ขั้นสามเท่านั้น

สีหน้าของหลี่ลู่ดูย่ำแย่ เมื่อเขาพยายามยกกระบี่ขึ้นปัดการโจมตีของนาง ในตอนนั้นเขารู้สึกเหมือนถูกบางสิ่งกระแทกที่หน้าอกอย่างแรง เขาเซถอยไปด้านหลังหลายก้าวพลางกระอักเลือดออกมาทันที

ผลการประลองที่เหนือความคาดหมายสร้างความตกตะลึงให้ผู้คน

ความสามารถของหลี่ลู่แม้ไม่ถึงกับแข็งแกร่ง แต่เขาก็เป็นถึงผู้ฝึกวิทยายุทธ์ขั้นสาม คนไร้ค่าถึงกับทำเขากระอักเลือด?’

ขั้นสาม! นางเป็นผู้ฝึกวิทยายุทธ์ขั้นสามแน่ๆ!” มู่ชิงขบกรามแน่น จ้องมองมู่หรูเยว่ด้วยสายตาเกลียดชัง

ในตอนนั้น เขาไม่ได้รู้สึกต่างไปจากก่อนหน้าที่มู่หรูเยว่เป็นคนไร้ค่าหรือความอัปยศที่มีนางเป็นต้นเหตุ เขารู้สึกว่านางจงใจซ่อนความสามารถตัวเองไว้เพื่อรอโอกาสแสดงให้เห็นว่านางไม่ใช่คนไร้ค่าต่อหน้าฝูงชน

ยังมีอีกสองคนที่มีสีหน้าย่ำแย่ไม่ต่างกัน...

ในเมื่อเธอเรียกนางว่าไร้ค่ามาตลอด มู่อี้เสี่ยรู้สึกยุ่งยากเมื่อนึกได้ว่านางไม่อาจเรียกมู่หรูเยว่ว่าคนไร้ค่าได้อีกต่อไป ในขณะที่มู่ถิงเอ๋อร์รู้ดีว่าเหตุใดมู่หรูเยว่จึงไม่อาจฝึกฝนวิทยายุทธ์ได้

ข้าวางยาพิษนาง ผลการทดสอบพรสวรรค์ก็เห็นชัดแล้วว่าชีพจรของนางถูกปิด นางไม่สมควรที่จะฝึกวิทยายุทธ์ได้ ยิ่งไปกว่านั้น... เอาชนะผู้ฝึกวิทยายุทธ์ขั้นสามอย่างหลี่ลู่ก็เรื่องหนึ่ง แต่นางทำให้เขาบาดเจ็บถึงขั้นกระอักเลือดได้อย่างไร?’

เรื่องน่าขันคือบุตรีทั้งสองกับบิดาของมู่หรูเยว่ที่ดูถูกว่านางเป็นคนไร้ค่ามาตลอด กลับรู้สึกเกลียดชังนางยิ่งกว่าเดิมหลังจากนางได้พิสูจน์ความสามารถให้เห็นพวกเขาคิดว่ามู่หรูเยว่สร้างเรื่องยุ่งยากให้พวกเขาเพิ่มขึ้นอีกแล้ว

ข้ายอมแพ้หลี่ลู่ยกมือขึ้นพลางเอ่ยด้วยความพึงพอใจ แม่นางมู่เก็บซ่อนความสามารถมิดเสียจนข้าตกใจ แต่มีเรื่องหนึ่งที่ข้าไม่เข้าใจนัก เราต่างก็เป็นผู้ฝึกวิทยายุทธ์ขั้นสามด้วยกันแต่ทำไมข้าถึงรู้สึกว่าเจ้าแข็งแกร่งกว่านั้น?”

ด้วยความรู้สึกนั้นหลี่ลู่รู้ดีว่าฝืนสู้ต่อไปก็ไม่มีทางที่เขาจะชนะนางได้



บทที่36 ข้ารับใช้

มู่หรูเยว่เลิ่กคิ้ว เธอไม่มีความจำเป็นต้องอธิบายให้หลี่ลู่ฟังว่า ความสามารถของนางนั้นส่วนหนึ่งนั้นจากการส่งเสริมจากยาที่ทานเข้าไป อีกทั้งในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ภายในการชี้แนะของอู๋หวีนางได้เลื่อนเป็นผู้ฝึกวิทยายุทธ์ขั้นที่สาม ส่วนความสามารถในการปรุงยาก็พัฒนาถึงขั้นที่ว่าการปรุงยาลูกกลอนเม็ดหนึ่งกลายเป็นเรื่องง่ายดายราวปอกกล้วยเข้าปาก ด้วยความสามารถอันก้าวกระโดดของนางทำเอาอู๋หวีตกใจแทบสิ้นสติ

ด้วยการส่งเสริมจากยาลูกกลอนที่ปรุงขึ้นเองนั้น มู่หรูเยว่เชื่อว่าผู้ฝึกวิทยายุทธ์ในขั้นเดียวกันต่างก็ไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเธอ

คุณชายหลี่ ยังจำที่พูดได้หรือไม่?”

คงจะดีกว่าหากมู่หรูเยว่ไม่เอ่ยถึงเรื่องนั้น เมื่อนางเอ่ยออกมาสีหน้าของมู่ชิงพลันเปลี่ยนสี

หลี่ลู่อายุสิบเก้าปีก่อนจะเลื่อนระดับเป็นผู้ฝึกวิทยายุทธ์ขั้นสามสำเร็จ ดังนั้นพรสวรรค์ของเขาจึงไม่ดีเท่าไหร่นัก แต่บุคคลที่แข็งแกร่งคือบิดาของเขา แม่ทัพฮัวกว๋อแห่งแคว้นสือเยว่ เขาคุมกองทหารหาญสามพันนาย และทหารทั่วไปอีกนับหมื่น ท่านแม่ทัพมีบุตรชายเพียงคนเดียวทะนุถนอมเขาราวกับสมบัติล้ำค่า ไม่ว่าหลี่ลู่ต้องการอะไรย่อมไม่เคยขัด และที่สำคัญไปกว่านั้นคือฮ่องเต้สือเยว่ให้ความสำคัญกับแม่ทัพฮัวกว๋อเป็นอย่างมาก

ถ้าหลี่ลู่ยอมตกลงข้าเสนอของนังเด็กชั่ว อาจเป็นปัญหาต่อถิงเอ๋อร์ ด้วยการสนับสนุนของตระกูลแม่ทัพฮัวกว๋อ และความจริงที่ว่านางไม่ใช่คนไร้ค่า ฝ่าบาทอาจจะยอมตกลงหากนางต้องการตบแต่งกับรัชทายาท ถ้าเป็นเช่นนั้นจะเกิดอะไรขึ้นกับถิงเอ๋อร์? ข้าไม่อาจยอมให้เรื่องนั้นเกิดขึ้นได้

หุบปาก!” มู่ชิงตวาดอย่างโกรธจัด มู่หรูเยว่! เจ้าคิดว่าบุตรชายของแม่ทัพฮัวกว๋อมีฐานะเช่นไร!? เจ้ากล้าให้เขาเป็นคนรับใช้? ขอโทษคุณชายหลี่เดี๋ยวนี้!”

ฝูงคนไม่คิดว่ามู่ชิงจะกล้าดุด่าบุตรสาวกลางที่สาธารณะจึงพากันตกตะลึง พวกเขารู้ว่ามู่ชิงไม่ชอบมู่หรูเยว่ แต่ไม่คิดว่าเขาจะเกลียดชังนางถึงเพียงนี้ ถึงอย่างไรนางก็เป็นบุตรสาวของเขา สายเลือดย่อมข้นกว่าน้ำ ทำไมพวกเขาถึงรู้สึกว่ามู่ชิงเกลียดมู่หรูเยว่ถึงกระดูกดำ ในขณะที่เด็กสาวที่เก็บมาเลี้ยงอย่างมู่ถิงเอ๋อร์กลับได้รับทั้งความรักและเอาใจใส่

ตระกูลมู่?”

เมื่อเห็นเหตุการณ์นั้น อู๋หวีขมวดคิ้ว สายตาของเขาบ่งบอกว่าไม่สบอารมณ์สุดขีด อย่าว่าแต่เด็กนั่นมาเป็นคนรับใช้นางเลย ต่อให้นางต้องการให้ฮ่องเต้มารับใช้ก็ย่อมไม่เป็นปัญหา ยิ่งเห็นความกำแหงของตระกูลมู่ ข้าไม่รู้จริงๆว่าศิษย์รักของข้าเอาชีวิตรอดมาจนถึงบัดนี้ได้อย่างไร

หากไม่เพราะมู่หรูเยว่ไม่ต้องการให้ความสัมพันธ์ของพวกเขาเปิดเผย เขาต้องพุ่งไปสั่งสอนเจ้าคนชั่วช้ามู่ชิงเป็นแน่! แต่เรื่องนี้ต้องเก็บไว้เป็นความลับชั่วคราว รอให้จบการประลองเมื่อไหร่ เขาต้องจับเย่เทียนเฟิงมาอัดสั่งสอนแก้แค้นให้ศิษย์รักของเขา

ประมุขตระกูลมู่ เรื่องนี้ไม่เกี่ยวข้องกับท่านหลี่ลู่จ้องมองเขาอย่างไม่พอใจ เขาเอ่ย ถึงแม้ข้า หลี่ลู่ จะเป็นคนเจ้าชู้ แต่ก็เป็นคนพูดคำไหนคำนั้น ท่านพ่อสอนว่าหากรับปากอะไรแล้วต้องทำให้ได้ ในเมื่อข้ารับปากแม่นางมู่ไว้แล้วย่อมต้องทำตามคำพูด

สีหน้าของมู่ชิงพลันซีดเผือด เขาไม่คิดว่าจะเกิดเหตุการณ์แบบนี้

ยิ่งไปกว่านั้นหลี่ลู่รู้การกระทำของมู่ชิงมาตลอดหลายปีที่ผ่านมา เขาจ้องมองมู่ชิงอย่างดูแคลน ข้าเคยได้ยินว่าคุณหนูใหญ่ตระกูลมู่ถูกบิดาและข้ารับใช้รังแก ที่น่าขันคือเด็กสาวที่เก็บมาเลี้ยงกลับได้รับการดูแลเอาใจใส่ ไม่รู้ว่านั่นคือธรรมเนียมปฏิบัติของตระกูลมู่ หรือเด็กสาวที่เก็บมาเลี้ยงแท้จริงแล้วเป็นบุตรสาวของท่านที่เกิดจากหญิงนางโลม?”

ฟังคำพูดนั้น ใบหน้างามของมู่ถิงเอ๋อร์พลันซีดเผือด นางกำหมัดแน่นจ้องมองหลี่ลู่ด้วยสายตาโกรธจัด

เจ้าเด็กนั่นกล้ากล่าวหาว่าข้าเป็นเด็กที่เกิดจากหญิงนางโลม ยกโทษให้ไม่ได้! อย่าคิดว่าตัวเองเป็นบุตรชายของแม่ทัพฮัวกว๋อแล้วคิดจะทำอะไรก็ทำได้ตามอำเภอใจ เพราะอิทธิพลตระกูลมู่ของข้าเองก็ไม่ได้ด้อยไปกว่ากัน!


ถ้าข้าไม่ต้องรักษาภาพพจน์ของข้า ข้าย่อมอัดเขาให้ตาย!’

2 comments:

  1. ผู้หเสแสร้ง! ไม่มีใครดูออกเลยรึไง!? ช่างน่ารังเกียจยิ่งนัก

    ReplyDelete