Last Modified: Saturday, October 29, 2016

หมอยาเจ้าเสน่ห์: จอมใจราชาปีศาจ บทที่ 13-15

บทที่13 หัวหน้านักปรุงยา สำนักชิงหยุน

พวกเราลองเดาเล่นๆกันเถอะว่าผลทดสอบของมู่หรูเยว่จะออกมายังไง
ยังต้องเดาอีกหรือแน่นอนว่านางคงไม่ได้ซักระดับ
ฮ่า ฮ่า! รอให้นางออกมาค่อยเดาผลจากสีหน้าของนางดีกว่า
ทันทีที่เขาพูดจบ ร่างในชุดสีขาวเรียบๆก็ปรากฏสู่สายตาของฝูงชน
สีหน้าของเด็กสาวยังคงเย็นชาเหมือนน้ำแข็ง นัยน์ตาไม่แสดงอารมณ์ใดๆทั้งสิ้นเหมือนกับตอนที่นางมาถึงครั้งแรก
ท่าทีของนางช่วยยืนยันความคิดของฝูงชน
ถึงอย่างไรคนไร้ค่าก็ยังคงเป็นคนไร้ค่าอยู่วันยังค่ำ
ในเมื่อทุกคนมัวแต่จ้องมองมู่หรูเยว่ ไม่มีใครสนใจพ่อบ้านที่ยังคงมีสีหน้าตื่นเดินตามนางมาข้างหลัง
หลังจากมู่หรูเยว่จากไป พ่อบ้านก็ประกาศยกเลิกการทดสอบด้วยเสียงเย็นชา “ทุกคน อาวุโสจ้าวมีธุระกะทันหัน การทดสอบจบลงแล้ว โปรดมาใหม่อีกครั้งปีหน้าเวลาเดิม!
หลังประกาศเสร็จสิ้น เขาก็หมุนตัวกลับเข้าอาคารทดสอบ
อาวุโสจ้าว” พ่อบ้านคารวะอย่างนอบน้อมข้าให้พวกเขากลับไปเรียบร้อยแล้ว
อืม” อาวุโสเจ้าพยักหน้า เมื่อเขานึกถึงผลการทดสอบก็ปิดบังความตื่นเต้นเอาไว้ไม่อยู่ “เจ้าจงทำเหมือนเรื่องนี้ไม่เคยเกิดขึ้น และห้ามเอ่ยเรื่องนี้กับผู้ใดเด็ดขาด เข้าใจหรือไม่?”
อาวุโสจ้าวเอ่ยด้วยสีหน้าจริงจัง หลังจากพ่อบ้านได้รับคำสั่งเขาก็รับปากทันที “อาวุโสจ้าววางใจได้ ข้าไม่แพร่งพรายเรื่องนี้ออกไปเด็ดขาด
ดีมาก รบกวนเจ้าจัดการที่เหลือด้วย ข้าจะรีบไปพบท่านอาจารย์อู๋หวี๋เดี๋ยวนี้
พรสวรรค์ของเด็กสาวคนนั้นตื่นตะลึงจนเกินไป ถ้าปล่อยให้สำนักอื่นรู้เข้าย่อมต้องมีการแย่งชิงตัวนางเกิดขึ้น ดังนั้นต้องไม่ให้ผู้ใดล่วงรู้ผลทดสอบของเธอเด็ดขาด
เมื่อนึกได้ว่ายอดอัจฉริยะถูกค้นพบโดยเขา อาวุโสจ้าวก็รู้สึกปลาบปลื้มอย่างมาก
ในเมื่ออีกไม่นานจะมีงานประลองเกิดขึ้น คนจากสำนักชิงหยุนย่อมเดินทางมาเมืองเฟิ่งเฉิงเพื่อสังเกตการณ์ในงานประลองที่จะมาถึง การทดสอบพรสวรรค์จัดขึ้นเพื่อเฟ้นหาบุคคลที่มีพรสวรรค์  แต่ไม่ได้หมายความว่าคนทั่วไปจะไม่สามารถโดดเด่นได้ด้วยความเพียรพยายาม ด้วยเหตุนั้นงานประลองจึงเกิดขึ้น
ภายในโรงเตี๊ยม ผู้อาวุโสทั้งสองคนกำลังนั่งสนทนากันอย่างสบายอารมณ์
ผู้อาวุโสคนหนึ่งสวมชุดลายทางสีเหลืองและกางเกงสีเขียว บุคลิกสง่างาม ขณะที่อีกคนหนึ่งสวมชุดสีเทาเก่าๆมีรอยปุปะไปทั่วกับเสื้อคลุมสีแดง ดูขัดกันราวฟ้ากับเหว
ฮ่า ฮ่า เทียนหยวน ข้าจำได้ว่าศิษย์ของเจ้า เย่เทียนเฟิง เป็นรัชทายาทจิ่งของราชวงศ์สือเยว่?” อู๋หวีหัวเราะขณะจ้องมองอาวุโสในชุดเหลือง เขาเอ่ยอย่างติดตลก “หึหึ! รัชทายาทจิ่งนั่นทั้งหล่อเหลาและมีพรสวรรค์ เป็นโชคของเจ้าแล้วที่ได้เขาเป็นศิษย์!
ท่านอาจารย์อู๋หวีล้อข้าเล่นแล้ว” เทียนหยวนกลั้วหัวเราะ เอ่ยอย่างถ่อมตัว “ถ้าท่านอาจารย์อู๋หวีต้องการรับศิษย์ มีคนเก่งๆมากมายต้องการพึ่งใบบุญท่าน ด้วยตำแหน่ง ‘หัวหน้านักปรุงยา แห่งสำนักชิงหยุน’ ก็มีคนอยากฝากตัวเป็นศิษย์ท่านมากมายแล้วข้าจะไปเทียบกับท่านอาจารย์อู๋หวีได้อย่างไรเพียงแต่สายตาของท่านอาจารย์อู๋หวีสูงเกินไป จึงไม่มีใครเข้าตาท่าน แต่ความสามารถของเฟิงเอ๋อร์นั้นโดดเด่น เพียงพอที่จะเป็นนักปรุงยาได้ ตอนนี้ข้าเองก็เริ่มสอนเขาเรียนรู้เกี่ยวกับการปรุงยาแล้ว
อู๋หวีลูบเคราพลางยิ้มอ่อนๆ ไม่ออกความเห็นเรื่องที่เทียนหยุนพูดถึง
เขาแค่ชวนคุยนอกเรื่องไปเรื่อยเปื่อย
ที่จริงแล้วแม้แต่เด็กหนุ่มที่เปี่ยมพรสวรรค์อย่างเย่เทียนเฟิงก็ยังไม่เข้าตาเขา
ตอนนั้นเอง เสียงเคาะประตูดังมาจากด้านนอก ก่อนที่อาวุโสจ้าวจะเปิดประตูและก้าวเข้ามาในห้อง เขาจ้องมองผู้อาวุโสที่กำลังพูดคุยกันอย่างอารมณ์ดี เขาสะกดความตื่นเต้นตัวเองด้วยการหายใจลึกๆเข้าปอด “ท่านอาจารย์อู๋หวี! ท่านอาจารย์เทียนหยวน!
อาวุโสจ้าว เกิดอะไรขึ้น การทดสอบจบแล้วหรือ?” อู๋หวี๋คลี่ยิ้ม พลางเอ่ยถามอาวุโสเข้าที่ใบหน้าแดงก่ำด้วยความตื่นเต้นอย่างความสงสัย
พอดีข้ามีเรื่องด่วนต้องรายงานต่อพวกท่าน จึงทำการยกเลิกการทดสอบก่อนกำหนด
เรื่องมันเป็นเช่นนี้ ท่านอาจารย์อู๋หวี...” เขานึกถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่อาคารทดสอบ อารมณ์ของเขาก็พุ่งพล่าน “ก่อนหน้านี้ที่อาคารทดสอบ ข้าพบยอดอัจฉริยะผู้หนึ่ง นางเป็นอัจฉริยะที่แม้แต่ เย่เทียนเฟิง ศิษย์ของท่านอาจารย์เทียนหยวนก็ยังเทียบเคียงไม่ได้แม้เศษเสี้ยวพรสวรรค์ของนาง


บทที่14 ใช้พลังปราณฟื้นชีวิตสมุนไพร

สีหน้าของเทียนหยวนเข้มขึ้นเล็กน้อย ถึงอย่างไรเย่เทียนเฟิงก็เป็นลูกศิษย์ของเขา ดังนั้นเวลาที่เขาได้ยินคนอื่นเอ่ยถึงลูกศิษย์ตนเช่นนี้ย่อมรู้สึกไม่พอใจ
อาวุโสจ้าว ถึงพรสวรรค์ของเด็กคนนั้นยอดเยี่ยมก็คงไม่เท่าเฟิงเอ๋อร์ นอกจากพรสวรรค์ในด้านวิทยายุทธ์แล้ว เขายังสามารถเป็นนักปรุงยาได้
เห็นท่าทางไม่พอใจของเทียนหยวน อาวุโสจ้าวก็รู้ว่าเผลอล่วงเกินอีกฝ่ายเข้าแล้ว
ท่านอาจารย์เทียนหยวนเข้าใจผิดแล้ว อัจฉริยะนางนั้นไม่ใช่เด็ก แต่เป็นเด็กสาวอายุสิบสี่ปี
สิบสี่ปี?” อู๋หวีเอ่ยถาม คิ้วขาวของเขาขมวดหากันอย่างงุนงง “เราจัดการทดสอบให้ชาวบ้านทุกสามปี เด็กสาวคนนั้นควรจะทดสอบไปตั้งนานแล้วนี่ อาวุโสจ้าวนี่มันเรื่องอะไรกัน?”
ข้าเองก็ไม่รู้รายละเอียดเช่นกัน แต่เด็กสาวคนนั้นเป็นอัจฉริยะระดับไร้สีในตำนาน!!
จุดสูงสุดของการฝึกวิทยายุทธ์คือไร้ซึ่งสรรพสิ่ง ดังนั้นคนที่มีพรสวรรค์ระดับไร้สีถูกกำหนดให้เดินทางไปยังเส้นทางที่ๆคนทั่วไปไม่อาจไปถึง
อู๋หวีผุดลุกขึ้นทันควัน จ้องเขม็งไปที่อาวุโสจ้าว “เจ้าพูดความจริงหรือ?”
จริงขอรับ” หลังกลืนน้ำลายลงคอ อาวุโสจ้าวก็เอ่ยต่ออย่างตื่นเต้น “เป็นความจริง ข้าเองยังคิดไม่ถึงเลยว่าอัจฉริยะระดับไร้สีจะปรากฏตัวตรงหน้า ยิ่งไปกว่านั้น ข้าให้นางทดสอบระดับพลังจิต หินทดสอบรับพลังของนางไม่ไหวจึงระเบิดออกทันที
แม้แต่อู๋หวียังอ้าปากค้างด้วยความตกตะลึง
หลังจากที่อู๋หวีหายจากอาการตกตะลึง เขาก็คลี่ยิ้มพลางสั่นศีรษะ “ข้าเจอคนที่เหมาะสมจะเป็นศิษย์ของข้าแล้ว
คำพูดของอู๋หวีทำเอาร่างกายของเทียนหยวนสั่นสะท้านขึ้นคราหนึ่ง
ท่านอาจารย์อู๋หวีคือใครเขาคือหัวหน้านักปรุงยา แห่งสำนักชิงหยุน แม้แต่เจ้าสำนักยังต้องไว้หน้าเขาหลายส่วน ขนาดลูกสาวเจ้าสำนักอยากเป็นศิษย์ของเขายังถูกปฏิเสธโดยไม่ลังเล แต่ตอนนี้กลับคิดจะรับลูกศิษย์?
ดูจากพรสวรรค์ของเด็กสาว นางย่อมควรค่าแก่การเป็นศิษย์ของท่านอาจารย์อู๋หวี สมแล้วที่ท่านอาจารย์อู๋หวีซึ่งตั้งมาตรฐานไว้สูงส่งถึงกับให้ความสนใจนาง
มู่หรูเยว่เดินสำรวจไปตามตลาดในเมืองเฟิ่งเฉิง นางหยุดมองสมุนไพรที่ถูกโยนทิ้งๆขว้างๆในร้านขายยา เธอขมวดคิ้วพลางเอ่ย “ต่อให้เป็นสมุนไพรราคาไม่แพง แต่ถูกโยนทิ้งๆขว้างๆแบบนี้ช่างน่าเสียดาย
เหยียนจิ้นอึ้ง “สาวน้อย ต่อให้ข้าผู้เฒ่าไม่รู้เรื่องอะไรเกี่ยวกับการปรุงยาเลย แต่จากที่สังเกต ใบของสมุนไพรเปลี่ยนเป็นสีเหลือง แห้งตายไปแล้ว หากเขาไม่โยนทิ้งยังจะขายออกอยู่หรือ?”
มู่หรูเยว่ไม่สนใจเหยียนจิ้น นางเดินไปหยุดหน้าสมุนไพรและเก็บมันขึ้นมาอย่างระมัดระวัง
สาวน้อย เจ้าคิดจะทำอะไรกับสมุนไพรที่เหี่ยวไปแล้วหรือ?” เห็นชัดว่าเหยียนจิ้นไม่เข้าใจการกระทำของมู่หรูเยว่
ข้าไม่ได้บอกแล้วหรือว่าจะหาเงินน่ะ?”
หลังจากมู่หรูเยว่เดินทางกลับบ้านก็เริ่มค่ำแล้ว นางตรงกลับเข้าห้องและปิดประตูทันที
เหยียนจิ้นไม่รู้ว่าเธอกำลังจะทำอะไร จึงได้แต่กระพริบตาปริบๆมองการกระทำของเด็กสาวอย่างสงสัย
มู่หรูเยว่นำสมุนไพรที่เหี่ยวแล้วออกมาจากอกเสื้อ นางหรี่ตาพลางครุ่นคิด ในศาสตร์แห่งการฟื้นฟูมีวิธีหนึ่งที่สามารถใช้พลังปราณเพิ่มพลังชีวิตแก่สมุนไพร สามารถทำให้สมุนไพรที่ตายแล้วกลับมามีชีวิตอีกครั้ง
ถึงแม้วิทยายุทธ์โบราณและกับศาสตร์แห่งการฟื้นฟูจะแตกต่างกัน ก็ยังมีคล้ายคลึงกันอยู่หลายส่วน ไม่รู้ว่าวิธีฟื้นฟูสมุนไพรนั้นได้ใช้ผลในโลกใบนี้ด้วยหรือไม่
เมื่อคิดอย่างนั้นมู่หรูเยว่ก็วางมือลงเหนือสมุนไพร ปล่อยพลังปราณสายหนึ่งให้กับสมุนไพรใต้ฝ่ามือ
ความจริงแล้ว มู่หรูเยว่แค่อยากทดสอบสมมุติฐานของตัวเอง เนื่องจากตอนนี้นางยังไม่ได้เป็นผู้ฝึกวิทยายุทธ์เต็มตัว เธอยังไม่ได้ก้าวเข้าสู่ผู้ฝึกวิทยายุทธ์ขั้นพื้นฐานด้วยซ้ำ มีความเป็นไปได้น้อยมากที่จะได้ผล ดังนั้นเธอจึงสอนวิธีนี้กับเหยียนจิ้นเพราะด้วยพลังของเขา นับเป็นเรื่องง่ายมาก
ผลลัพธ์ที่ออกมานั้นสร้างความตกตะลึงให้มู่หรูเยว่
ภายใต้ขุมพลังอันอบอุ่น สมุนไพรที่เหี่ยวแห้งไปแล้วค่อยๆกลับมามีชีวิตทีละเล็กละน้อย ใบสมุนไพรสีเหลืองตอนนี้เปี่ยมไปด้วยพลังชีวิต
เหยียนจิ้นตกตะลึง ด้วยความรอบรู้กว้างขวางของเขา เขายังไม่เคยว่ามีวิธีที่ฝ่าฝืนธรรมชาติเช่นนี้อยู่ด้วย และยิ่งไปกว่านั้น... เขารู้สึกว่าขนาดใบของสมุนไพรดูใหญ่ขึ้นเมื่อเทียบกับตอนก่อนหน้า
นี่มันอะไรกัน?”
มู่หรูเยว่ถอนมือกลับ นางจ้องมองใบสมุนไพรที่ดูโตขึ้นจากแต่ก่อนที่อยู่เบื้องหน้า เธอกระพริบตาปริบๆอย่างแปลกใจ วิธีนี้ควรจะได้ผลแค่ฟื้นชีวิตให้กับพืชเฉยๆ เหตุใดจึงช่วยเพิ่มการเจริญเติบโตของสมุนไพรด้วยทำไมพลังปราณถึงมีส่วนเกี่ยวข้องกับการเติบโตของพืชด้วย?
นี่มันนอกเหนือความคาดการณ์ของนาง
นัยน์ตาเปล่งประกายวูบหนึ่ง มู่หรูเยว่ก็คิดออก หรือว่านี่จะเกี่ยวข้องกับการทำสัญญากับตำราเทพโอสถ นอกเหนือจากเหตุผลนี้แล้วยังมีเหตุผลอะไรอีกมาอธิบายเหตุการณ์ผิดชาติอย่างนี้ได้?
เธอต้องรีบแข็งแกร่งให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้  ในขณะเดียวกันความสงสัยของเธอก็จะกระจ่างในที่สุด
เช้าวันถัดมา
ตอนที่แสงอาทิตย์ส่องกระทบใบหน้าของมู่หรูเยว่ นางก็ตื่นจากการนั่งสมาธิพอดี ถึงแม้ว่าร่างกายของเจ้าของคนก่อนจะไร้ค่า แต่จากการศึกษาค้นคว้าตำรามาระยะหนึ่ง นางก็สามารถเข้าฌาณสมาธิได้อย่างรวดเร็ว
ความแข็งแกร่งไม่อาจเพิ่มขึ้นเพียงชั่วข้ามคืน แต่อย่างน้อยๆนางก้าวเข้าสู่ขั้นแรกของผู้ฝึกวิทยายุทธ์ขั้นพื้นฐานได้สำเร็จ ไม่ใช่คนไร้ค่าที่ยอมให้ผู้อื่นกลั่นแกล้งอีกต่อไป
ปัง!
ประตูถูกเตะจนเปิดผาง แม่นมหวังเดินเข้ามาด้วยท่าทางเกรี้ยวกราด นางกวาดสายตาผ่านห้องเรียบๆไร้ซึ่งการตกแต่งรอบหนึ่งก่อนจับจ้องเด็กสาวด้วยสายตาเย็นชา
คุณหนูใหญ่ นายท่านให้เรียกท่านไปพบ
เมื่อพูดจบ นางจ้องมองมู่หรูเยว่ด้วยสายตาดุๆก่อนจะหมุนตัวและเดินออกจากห้องไป
เหยียนจิ้นหรี่ตาลง ถึงแม้มู่หรูเยว่จะกลายเป็นเจ้านายโดยที่เขาไม่เต็มใจ นางก็ยังได้ชื่อว่าเป็นเจ้านายของเหยียนจิ้นอยู่ ขืนปล่อยให้คนอื่นรับรู้ว่าเจ้านายของเขาถูกยายแก่ๆรังแกคงอับอายน่าดู
ฟิ้ว! ฉับพลัน เหยียนจิ้นกลายเป็นร่างเงาสีดำ พุ่งเข้าชนร่างแม่นมอย่างรุนแรง
ตึง!
ร่างนุ่มพุ่งเข้าชนด้านหลังของแม่นม นางไม่ทันระวังจึงกลิ้งตกบันไดไปหลายขั้น
แรงกระแทกนั้นเกือบทำกระดูกของนางหัก
โอ๊ยยย” แม่นมนั่งอยู่บนพื้น ส่งเสียงร้องอย่างทรมาน นางเจ็บเสียจนลุกไม่ขึ้น เหงื่อเย็นเยียบไหลซึมทั่วใบหน้า
แม่นมหวังเป็นอะไรไปเกิดอะไรขึ้น?”
สาวใช้หยุดจากงานที่ทำอยู่รีบรุดมาดูว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้น นางช่วยพยุงแม่นมขึ้นยืนอย่างงุนงง
คุณหนูใหญ่นั่นแหละ! นางเป็นคนผลักข้า น่าสงสารยิ่งนัก ข้าหรืออุตส่าห์รับใช้ตระกูลมู่มาหลายปี ต้องตื่นแต่เช้ามารับใช้คุณหนู แต่นางกลับตอบแทนข้าแบบนี้
แม่นมหวังร้องโอดครวญ ราวกับโดนถูกมู่หรูเยว่รังแก
นางไม่รู้สึกด้วยซ้ำว่าหลังพูดออกไปแล้ว สีหน้าคนอื่นกลับแปลกตาพิกล
ด้วยความสงสัย นางจึงหันไปมองตามคนอื่นบ้าง นางพบว่าหญิงสาวที่นั่งอยู่บนเตียงใช้สายตาเยือกเย็น กำลังส่งยิ้มให้นาง
รอยยิ้มเยือกเย็นที่ชวนให้รู้สึกกลัวจนตัวสั่น
เพียงชั่วอึดใจเดียวที่แม่นมหวังล้มลง หากมู่หรูเยว่เป็นผู้ลงมือจริงก็ไม่ควรที่จะกลับไปที่เตียงได้รวดเร็วขนาดนั้น แม่นมหวังเองก็ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น
มู่หรูเยว่ลุกขึ้นจากเตียง ค่อยๆสวมรองเท้า ตอนที่นางเดินมาหยุดข้างแม่นมหวัง นางหยุดยืนและคลี่ยิ้ม จับจ้องด้วยสายตาเย็นชาพลางเอ่ย “ทางที่ดีอย่ามีเรื่องกับข้า ไม่อยากนั้นจะโดนเอาคืนอย่างเมื่อครู่อีก
มู่หรูเยว่ในตอนนี้ดูน่าตื่นตะลึงราวกับไข่มุกที่เปล่งประกาย
บรรดาสาวใช้พากันตะลึงตะลานไปชั่วขณะ เด็กสาวท่าทางเย็นชาผู้นี้คือ มู่หรูเยว่ คุณหนูใหญ่ผู้ไร้ค่าคนนั้นจริงๆน่ะหรือดูเหมือนว่านิสัยของนางจะเปลี่ยนไปสิ้นเชิง
มู่หรูเยว่ยืดตัวตรง เชิ่ดหน้า  เดินผ่านสายตาจับจ้องของฝูงชนตรงไปยังห้องโถงตระกูลมู่อย่างงดงาม
เมื่อทุกสายตาเอาแต่จับจ้องมู่หรูเยว่ ไม่มีใครสังเกตว่าตอนที่นางเดินออกไปนั้น สัตว์อสูรตัวเล็กในอ้อมกอดก็เงยหน้าขึ้น ใช้นัยน์ตาดำขลับจ้องมองผู้คนเบื้องหลังด้วยสายตาดุดัน


บทที่15 ฮ่องเต้เรียกให้เข้าเฝ้า

ภายในห้องโถงตระกูลมู่ มู่ชิงนั่งอยู่ตรงเก้าอี้ประธานด้วยท่าทางไม่พอใจโดยมีมู่ถิงเอ๋อร์และมู่อี้เสี่ยนั่งอยู่ข้างๆ
เมื่อเห็นว่ามู่หรูเยว่มาช้า มู่อี้เสี่ยก็คลี่ยิ้มอย่างเบิกบานรอชมเรื่องสนุก ขณะที่มู่ถิงเอ๋อร์ซึ่งสวมชุดผ้าไหมสีครีมพยายามเกลี้ยกล่อมมู่ชิงไม่ให้ลงโทษมู่หรูเยว่
พี่ถิงเอ๋อร์ พี่ใจดีเกินไปแล้ว” เห็นมู่ถิงเอ๋อร์พยายามช่วยมู่หรูเยว่ มู่อี้เสี่ยก็เอ่ยเสียงขึ้นจมูก “เพราะพี่ใจดีเกินไปก็เลยถูกรังแก พี่ลืมไปแล้วหรือว่านางทำกับพี่ยังไง นางชี้หน้าและหาว่าพี่เป็นแค่เด็กที่ถูกเก็บมาเลี้ยง ต่อให้พี่ถิงเอ๋อร์เป็นแค่เด็กที่ถูกเก็บมาเลี้ยง พี่ก็สร้างชื่อเสียงมากมายให้ตระกูลมู่ของเรา บรรดาคุณชายต่างยกย่องพี่ถิงเอ๋อร์ด้วยกันทั้งนั้น ผิดกับใครบางคนที่วันๆเอาแต่กินๆนอนๆทำตัวไร้ค่า เสียดายที่คนพรรคนั้นเป็นคุณหนูสายตรงของตระกูลมู่ ถ้าพี่ถิงเอ๋อร์เป็นพี่สาวแท้ๆของข้าล่ะก็คงดี
เสี่ยเอ๋อร์!” มู่ถิงเอ๋อร์ทำหน้าดุ แต่สายตาเต็มไปด้วยความพึงพอใจ “อย่างไรนางก็เป็นพี่น้องคลานตามกันมากับเจ้า อย่าได้ล้ำเส้นจนเกินไป
แต่ข้าอยากให้ท่านแม่กำเนิดพี่ถิงเอ๋อร์แทนนี่นา!
มู่อี้เสี่ยขบริมฝีปากอย่างขุ่นเคือง พี่ถิงเอ๋อร์ถึงกับสั่งสอนนางแทนมู่หรูเยว่ คนไร้ค่านั่น
คนไร้ค่านั่นไม่เคยสำนึกบุญคุณที่คนอื่นทำกับนาง ต่อให้พี่ถิงเอ๋อร์ทำดีกับนางแค่ไหน นางก็ยังเรียกร้องแต่จะแต่งงานกับรัชทายาทจิ่ง ช่างไม่เจียมกะลาหัวตัวเองเสียเลย
มู่หรูเยว่ยืนกอดอกมองดูละครฉากนั้นจากต้นจนจบอย่างไม่รีบร้อน ริมฝีปากยังคงประดับด้วยรอยยิ้มเยือกเย็น
นั่นทำให้มู่ถิงเอ๋อร์รู้สึกประหลาดใจ ด้วยอุปนิสัยของมู่หรูเยว่ นางควรจะเอะอะโวยวายไปนานแล้ว
มีเรื่องอะไรหรือ?” มู่หรูเยว่เอ่ยพลางเลิ่กคิ้วขึ้น น้ำเสียงยังงัวเงียเหมือนคนยังไม่ตื่นดี “ถ้าไม่มีเรื่องสำคัญ ข้าจะกลับไปที่ห้อง...
มู่ชิงมีสีหน้าเข้มขึ้น “นี่ใช่กริยาที่เจ้าควรปฏิบัติต่อหน้าบิดาหรือ?”
หืมท่านก็บอกข้าสิว่าควรทำตัวอย่างไร?”
เจ้า…” ใบหน้าของมู่ชิงเปลี่ยนสีด้วยความโกรธ เด็กสาวคนนี้ช่างไร้การสั่งสอน ทำตัวตามอำเภอใจจนเกินไปแล้ว!
ท่านพ่อใจเย็นก่อน” มู่ถิงเอ๋อร์รีบเข้ามาช่วยลูบหน้าอกมู่ชิงเพื่อให้เขาใจเย็นลง จากนั้นจึงเงยหน้ามองมู่หรูเยว่อย่างตำหนิ “พี่ใหญ่ ท่านพ่อแค่เป็นห่วงท่าน ตอนที่ท่านพ่อได้ยินว่าท่านไปเข้าร่วมการทดสอบที่อาคารทดสอบ…”
ถิงเอ๋อร์!” มู่ชิงปัดมือมู่ถิงเอ๋อร์ออก ใบหน้าเขาดูบึ้งตึงเย็นชา “เลิกพูดแทนนังเด็กดื้อด้านได้แล้ว! มู่หรูเยว่ เมื่อคืนพวกขุนนางพูดถึงเจ้าตอนกินข้าวว่าอย่างไรรู้ไหมเขาพูดว่าเจ้าช่างไร้ยางอายกล้าไปร่วมทดสอบพรสวรรค์กับเด็กสี่ขวบ เจ้ามันคนไร้ค่าที่ไม่ยอมรับความจริง ไม่ว่าจะทดสอบอีกกี่ครั้งก็ยังเป็นคนไร้ค่าอยู่ดี! ทำไมเจ้าทำอะไรไม่นึกถึงหน้าบิดาเจ้าบ้างเจ้าทำตัวเหมือนยอมให้คนอื่นเอามีดมากรีดหน้าข้า ข้าเลี้ยงดูเจ้ามาหลายปี ทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นเกี่ยวกับเรื่องของเจ้า แต่เจ้ากลับทำแต่เรื่องให้ข้าขายหน้า!
มู่ชิงหายใจหอบหลังจากพูดจบในรอบเดียว
ในตอนนั้นสีหน้าเขายังดูย่ำแย่ ยิ่งคิดว่ามีคนไร้ค่าอย่างนางเป็นลูกสาว นับเป็นความอัปยศที่สุดในชีวิตของเขา
ท่านพูดจบหรือยังถ้าจบแล้วข้อจะได้กลับห้อง
มู่หรูเยว่ปิดปากหาว เธอรู้สึกอยากกลับไปฝึกฝนต่อแทนที่จะมาทนฟังมู่ชิงพูดพล่าม
หยุดอยู่ตรงนั้น!
เห็นเด็กสาวหมุนตัวทำท่าจะจากไป สีหน้าของมู่ชิงยิ่งย่ำแย่กว่าเดิม ก่อนหน้านี้ถึงมู่หรูเยว่จะเป็นคนไร้ค่า ก็ยังเชื่อฟังคำสั่งของเขา เกิดอะไรขึ้น?
คนไร้ค่านั่นรู้วิธีต่อต้านแล้วหรือ?’
ท่านพ่อ ให้ข้าพูดเถอะ” มู่ถิงเอ๋อร์กระพริบตา ถึงแม้ว่านางอยากให้มู่หรูเยว่ถูกทำโทษ แต่ว่านางยังมีเรื่องที่สำคัญกว่าต้องจัดการ
พี่ใหญ่ เหตุผลที่ท่านพ่อเรียกท่านมาไม่ใช่เรื่องนั้น เมื่อครู่มีราชโองการจากวังหลวงเรียกให้ท่านกับท่านพ่อไปเข้าเฝ้าฮ่องเต้
มู่หรูเยว่หยุดเดินกะทันหัน พลางเลิกคิ้วสูง….

1 comment:

  1. ดูเหมือนว่านางจะไม่มีสถานะในบ้านและเมืองนี้จริงๆ

    ReplyDelete