Pages

Last Modified: Saturday, October 29, 2016

หมอยาเจ้าเสน่ห์: จอมใจราชาปีศาจ บทที่ 10-12

บทที่10 คนโง่ที่ไม่ธรรมดา

นัยน์ตาของเด็กหนุ่มเต็มไปด้วยน้ำตาอีกครั้ง เขาจ้องมองใบหน้างดงามและเย็นชาของมู่หรูเยว่จากด้านข้างด้วยนัยน์ตาพร่ามัว พลางเอ่ย พี่สาว​ พี่เป็นคนดีเหลือเกิน

ข้าน่ะหรอ คนดี?’

นี่เป็นครั้งแรกที่มู่หรูเยว่ได้ยินคนพูดแบบนี้กับนาง

ในชาติก่อน นางเป็นแค่ปีศาจที่คร่าชีวิตคนมากมาย ถ้าไม่เพราะเด็กหนุ่มดูคล้ายคลึงกับน้องชายของเธอ เธอคงไม่เสียเวลาพูดคุยกับเขา​ ไม่มีอะไรมากไปกว่านั้น

เจ้าดูแก่กว่าข้า เลิกเรียกข้าว่าพี่สาวได้แล้ว

แต่…”

ไม่มีแต่!มู่หรูเยว่จับจ้องด้วยสายตาดุ เอ่ยเสียงกราดเกรี้ยว

เด็กหนุ่มถูกตะคอกจนตกใจกลัว ทำท่าจะร้องไห้อีกรอบ เขาจ้องมองมู่หรูเยว่ที่มีท่าทางไม่เป็นมิตรอย่างระวัดระวัง

ท่าทางน่าสงสารของเด็กหนุ่มทำให้มู่หรูเยว่ใจอ่อน นางถอนใจพลางเอ่ย ขอโทษ ข้าไม่ตั้งใจตะโกนใส่เจ้า แต่นี่เป็นครั้งแรกที่เราพบกัน ข้าโชคร้ายเองที่กลายเป็นเบาะให้เจ้า จากนี้คงไม่มีเรื่องอะไรให้พบกันอีก ลาก่อน

หลังพูดจบเธอก็อุ้มเหยียนจิ้นที่จ้องมองเหตุการณ์อยู่ข้างๆมาโดยตลอด พากันเดินจากไปโดยไม่หันกลับมา

ดังนั้นเธอจึงไม่รู้ถึงความเปลี่ยนแปลงของสายตาเด็กหนุ่มที่จับจ้องนาง แววตาใสซื่อในคราแรก เปลี่ยนเป็นลึกล้ำยิ่งขึ้น ร่องรอยของความเจ้าเล่ห์ปรากฏวูบหนึ่งจากนั้นก็กลับเป็นเหมือนเดิมอย่างรวดเร็ว

เหยียนจิ้นที่ถูกมู่หรูเยว่อุ้ม เบิกนัยน์ตาสีเข้มขึ้นเล็กน้อย เขาจับจ้องเด็กหนุ่มที่ยืนอยู่เบื้องหลังอย่างเย็นชา

ถึงตอนนั้นเด็กหนุ่มจะถอนสายตาจากมู่หรูเยว่ไปเรียบร้อยแล้วก็ตาม...

เจ้าโง่นั่นไม่ธรรมดา

เขาโง่จริงๆหรือ?’

เหยียนจิ้นหัวเราะ เจ้านั่นจะโง่หรือไม่เกี่ยวอะไรกับเขากัน?

นี่ ได้ยินหรือเปล่าว่าสำนักชิงหยุนมาช่วยทดสอบผู้ฝึกวิทยายุทธ์ในเมืองเฟิ่งเฉิงเพื่อวัดพรสวรรค์ของตัวเองน่ะ? โอกาสดีๆแบบนี้มีเพียงครั้งเดียวในรอบหลายปีนะ รีบไปเร็วเข้า

ทดสอบ?’

มู่หรูเยว่หยุดเดินเงยหน้าขึ้น นัยน์ตาสีเข้มเปล่งประกาย

จากความทรงจำของเจ้าของร่าง นางรู้ว่าสำนักชิงหยุนจะเดินทางมาเมืองเฟิ่งเฉิงทุกๆสามปีเพื่อช่วยทดสอบพรสวรรค์ของคนที่ยังไม่เริ่มฝึกวิทยายุทธ์

พรสวรรค์ของคนสามารถทำนายถึงความสำเร็จในภายภาคหน้าได้

ยิ่งไปกว่านั้น สำนักชิงหยุนทำบททดสอบเพื่อเฟ้นหาผู้มีพรสวรรค์เข้าสำนัก คู่หมั้นของมู่หรูเยว่คนก่อน รัชทายาทจิ่ง เย่เทียนเฟิงเองก็ถูกรับเข้าเป็นศิษย์สำนักชิงหยุนอันเนื่องมาจากพรสวรรค์ที่โดดเด่น

ตอนนี้ข้าไม่รู้ว่าระดับพรสวรรค์ของตัวเองอยู่ขั้นไหน ใช้โอกาสนี้ลองดูเถอะมู่หรูเยว่ลูบคางตัวเอง นัยน์ตาฉายแววฉลาดเฉลียวขึ้นวูบหนึ่ง

ถึงแม้ว่านางจะเคยทดสอบพรสวรรค์เมื่อเก้าปีก่อน ตอนนั้นชีพจรของนางถูกปิด พลังปราณในร่างถูกขัดขวาง ผลการทดสอบจึงออกมาว่าเป็นคนไร้ค่า

สาวน้อย เจ้าตั้งใจจะทดสอบงั้นรึ?” เหยียนจิ้นคาดเดาความคิดของมู่หรูเยว่ออก รู้สึกตื่นเต้น ถ้างั้นก็ไปกันเถอะ! ข้าผู้เฒ่าเองอยากรู้เหมือนกันว่าเจ้ามีพรสวรรค์แค่ไหนถึงสามารถเป็นเจ้าของตำราเทพโอสถได้!

นึกถึงตำราเทพโอสถที่กักขังเขามาหนึ่งหมื่นปี เหยียนจิ้นก็กัดฟันด้วยความโกรธ

ตกลงมู่หรูเยว่พยักหน้าด้วยรอยยิ้ม ข้าเองก็สนใจการทดสอบนั่นเหมือนกัน

หลังพูดจบนางก็เดินตามฝูงคน มุ่งหน้าไปยังอาคารทดสอบที่สำนักชิงหยุนสร้างเอาไว้

อย่างไรก็ตาม มู่หรูเยว่รู้ว่าคนส่วนใหญ่แค่ไปสังเกตการณ์เฉยๆเนื่องจากพวกเขาต่างก็เคยทดสอบพรสวรรค์กันหมดแล้ว คนที่เข้ารับการทดสอบในวันนี้มีเพียงเด็กวัยสี่ห้าขวบ ดังนั้นนางจึงยืนโด่เด่อยู่ท่ามกลางเด็กเหล่านั้นราวกับเสาต้นหนึ่ง

บทที่11 ทดสอบพรสวรรค์


เด็กคนนั้นใครกันน่ะทำไมถึงเพิ่งมาทดสอบเอาตอนนี้?”

หึหึ! ข้าเดาว่านางไม่พอใจการทดสอบครั้งก่อน เลยทดสอบดูอีกครั้งว่าเพิ่มขึ้นหรือไหมเมื่อเวลาผ่านไป แต่นี่คือการทดสอบพรสวรรค์ไม่ใช่ทดสอบความสามารถ ผลลัพภ์จะเปลี่ยนได้ยังไง?”

ทำไมเด็กคนนี้ถึงคุ้นตาข้าจังเคยเจอนางที่ไหนมาก่อนนะ?”

ผู้คนจ้องมองมู่หรูเยว่ด้วยความประหลาดใจ พวกเขาอดใจไม่ไหวที่จะนินทากันเองเงียบๆ สายตาที่จ้องมองล้วนแฝงไปด้วยแววเยาะเย้ย

นางไม่อับอายบ้างหรือ ถึงได้มาทดสอบพรสวรรค์เอาตอนโตขนาดนี้?

โทษไม่ได้ที่ผู้คนจดจำมู่หรูเยว่ไม่ได้ ตอนที่เธอกลายเป็นคู่หมั้นของรัชทายาทจิ่งและเป็นคนไร้ค่าอันดับหนึ่งในเมืองเฟิ่งเฉิง นางก็กลายเป็นที่รู้จักกันทั่ว นับจากนั้นทุกครั้งที่เธอออกจากบ้านก็มักจะถูกกลั่นแกล้งตลอด มู่หรูเยว่เริ่มเก็บเนื้อเก็บตัวนับจากนั้นเป็นต้นมา ผู้คนจึงค่อยๆลืมเลือนเธอในที่สุด

หืม! นึกออกแล้ว” ทันใดนั้น ใครคนหนึ่งก็โพล่งขึ้น “นั่นไม่ใช่มู่หรูเยว่ จากตระกูลมู่หรอกหรือข้าเพิ่งเห็นนางตอนไปพบมู่ถิงเออร์ที่จวนตระกูลมู่

อะไรนะคนไร้ค่าอันดับหนึ่ง จุดด่างพร้อยของตระกูลมู่นั่นน่ะหรือ?”

หลังคนนั้นพูดจบ ทุกสายตาที่จับจ้องมู่หรูเยว่ที่แฝงไปด้วยความเยาะเย้ยยิ่งมากขึ้น

คนไร้ค่าที่ไม่สามารถฝึกฝนวิทยายุทธ์ ไม่ว่าจะทดสอบอีกกี่ครั้งก็หลีกหนีความจริงที่ว่านั้นไม่ได้

ท่ามกลางสายตาจับจ้องของฝูงคน เด็กสาวน่ารักคนหนึ่งเดินออกมาด้วยท่าทางไม่พอใจ เห็นได้ว่าผลการทดสอบไม่เป็นอย่างที่คาดไว้

เมื่อผลการทดสอบของสำนักชิงหยุนเป็นความลับ ไม่มีใครรู้ว่าผลการทดสอบของนางย่ำแย่ถึงเพียงไหน

แม่นาง ตาเจ้าแล้ว” พ่อบ้านจ้องมองมู่หรูเยว่ ก่อนจะหมุนตัวนำทางไปยังอาคารทดสอบ

ภายในอาคารกว้าง มีหินทองแดงก้อนหนึ่งตั้งอยู่ตรงกลาง ชายชราหนวดสีขาวนั่งอยู่กลางอาคาร นัยน์ตาหลับสนิท กำลังพักผ่อน จนกระทั่งมู่หรูเยว่เข้ามาถึง เขาจึงค่อยลืมตาไม่ช้าไม่เร็ว

เขากวาดตามอวมู่หรู่เยว่ พลางลูบเคราตัวเอง เอ่ยถามอย่างเรียบง่าย “รู้วิธีโคจรพลังปราณหรือไม่เจ้าแค่เดินมาข้างหน้า วางฝ่ามือลงบนก้อนหินแล้วค่อยๆโคจรพลังปราณ

มู่หรูเยว่ฟังคำกล่าวของชายชรา ค่อยวางมือลงเหนือก้อนหิน จากนั้นนางค่อยๆหลับตาลงและเริ่มโคจรพลังปราณ

วูบ!

ทันใดนั้น หินทองแดงเปล่งประกายเป็นสีแดง

ก้อนหินที่ใช้ทดสอบสามารถแสดงผลได้เพียงไม่กี่ระดับ ระดับจะเรียงตามสีได้แก่ สีแดง สีส้ม สีเหลือง สีเขียวอ่อน สีเขียว สีน้ำเงิน และสีม่วง สีแดงเป็นระดับต่ำสุด ขณะที่สีม่วงสูงที่สุด แต่ในตำนานยังมีระดับที่เหนือกว่านั้นเรียกว่า ไร้สี ดังนั้นตามจริงแล้ว ระดับไร้สีจึงเป็นระดับที่แข็งแกร่งที่สุดของระดับพรสวรรค์

สีแดง” ชายชราไม่ได้แสดงท่าทีอะไรเป็นพิเศษ ในดินแดนแห่งนี้คนทั่วไปต่างก็มีพรสวรรค์ระดับสีแดง เป็นระดับต่ำสุดที่ไม่เหมาะสมกับการฝึกฝนวิทยาธุทธ์ ต่อให้พวกเขาพยายามฝึกฝนมากแค่ไหนผลที่ได้ก็ไม่เป็นที่พอใจ

ขณะที่เขากำลังจะเอ่ยเรียกคนต่อไป ประกายแสงสีแดงเปลี่ยนกระทันหัน

สีส้ม! แสงสีแดงเปลี่ยนเป็นสีส้ม!

ชายชราอ้าปากค้าง ปกติแล้วก้อนหินจะคำนวณผลลัพธ์ออกมาในทันทีไม่ใช่หรือเมื่อไหร่กันที่ก้อนหินเปลี่ยนสีได้เขาจ้องมองภาพแปลกประหลาดเบื้องหน้าราวกับเห็นผี

แต่การเปลี่ยนแปลงยังไม่จบ ประกายแสงเปลี่ยนจากสีส้มเป็นสีเหลือง สีเขียวอ่อน สีเขียว สีน้ำเงิน

ท่าทางของชายชราแข็งทื่อ อ้าปากค้าง พูดอะไรไม่ออก ตอนที่การเปลี่ยนแปลงเริ่มคงที่หยุดอยู่ที่สีน้ำเงิน เขาก็ยังประหลาดใจเกินกว่าจะพูดอะไรออกมาได้

สิบห้าปีก่อน สำนักชิงหยุนรับศิษย์คนหนึ่งนามว่า เย่เทียนเฟิง ท่านอาจารย์เทียนหยุนรับเขาเป็นศิษย์ ระดับพรสวรรค์ของคนนั้นเป็นแค่สีเขียว

ถึงอย่างนั้น การเปลี่ยนแปลงในที่สุดก็หยุด

ชายชรายกถ้วยชาขึ้นจิบเพื่อคลายอาการตกใจ เพียงชั่วขณะเดียวมือของเขาก็สั่นจนน้ำชาเกือบหก

สีม่วง!

ประกายแสงเปลี่ยนเป็นสีม่วง!

ชายชราสูดลมหายใจลึก อัจฉริยะที่มีพรสวรรค์สีม่วงนับว่าหาได้ยากยิ่ง ทั่วดินแดนแห่งนี้มีเพียงไม่กี่คน

แต่การเปลี่ยนแปลงยังไม่หยุดอยู่แค่นั้น

ประกายแสงสีม่วงค่อยหายไปจากหินทดสอบ แต่มือของมู่หรูเยว่ยังคงส่งพลังปราณเข้าไปไม่หยุด ถ้านางปล่อยมือประกายแสงของก้อนหินจะค่อยๆหายไป เหตุการณ์แบบนั้นถือเป็นเรื่องปกติ แต่ขณะที่เธอยังโคจรพลังปราณอยู่ที่ก้อนหิน ประกายสีม่วงไม่ควรจะหายไป ยกเว้นก็แต่กรณีพิเศษ

เคร้ง!

ถ้วยชาในมือของชายชราลื่นหลุดจากมือและแตกกระจายเป็นเสี่ยงที่พื้น สวรรค์รู้ว่าเขารักถ้วยชาใบนั้นถึงเพียงไหน แต่ตอนนี้ถึงแม้ถ้วยชาจะแตกเขาก็ไม่ใส่ใจ เขาจับจ้องมู่หรูเยว่อย่างตกตะลึง


นับแต่โบราณกาล เทพโอสถนับเป็นสถานะสูงสุดที่ได้รับการยอมรับในดินแห่งนี้ ด้วยพรสวรรค์ของนางบางทีอาจก้าวไปถึงจุดนั้นก็เป็นได้...


บทที่12 ยอดอัจฉริยะ

ระดับไร้สีเป็นระดับพรสวรรค์ที่อยู่ในตำนาน

ผ่านมานานแค่ไหนแล้วนับจากบุคคลที่มีพรสวรรค์ระดับไร้สีปรากฏตัวขึ้นครั้งล่าสุดอาจจะเป็นเมื่อหลายหมื่นปีก่อน แต่ตอนนี้บุคคลระดับไร้สีกลับถูกค้นพบโดยเขา

ชายชราหายใจกระชั้น นัยน์ตาแดงก่ำ เขาจับจ้องมู่หรูเยว่ราวกับหมาป่าที่อดอยากมานาน กำลังจ้องตระครุบเหยื่อ

มู่หรูเยว่ปล่อยมือจากหินทดสอบ ผลทดสอบที่ออกมาทำให้นางรู้สึกแปลกใจ
ข้าทดสอบเรียบร้อยแล้ว ขอตัวก่อน

จากความทรงจำของเจ้าของร่างคนเดิม มู่หรูเยว่รู้ว่าระดับสีม่วงนับเป็นขั้นสูงสุดของระดับพรสวรรค์  เมื่อเธอรับรู้ว่าระดับพรสวรรค์ของตัวเองอยู่ในระดับนั้นก็ไม่มีความจำเป็นต้องอยู่ต่อ

ช้าก่อน!” ชายชราเอ่ยรั้งไว้อย่างรีบร้อน หากเขาปล่อยให้บุคคลระดับนี้หลุดมือไปก็แปลกแล้ว

หึหึ!” เขาลูบมือทั้งสองข้าง คลี่ยิ้มพลางเอ่ย “สาวน้อย ข้าเป็นผู้อาวุโสในสำนักชิงหยิน เจ้าเรียกข้าว่าอาวุโสจ้าวก็ได้ เจ้ารู้ผลการทดสอบของตัวเองไหม?”

มู่หรูเยว่เลิกคิ้วขึ้น เอ่ยตอบ “ไม่ใช่ระดับสีม่วงหรือ?”

สีม่วง?” อาวุโสจ้าวยิ้มขื่นๆ “ถ้าเจ้าแค่ระดับสีม่วงก็ดีน่ะสิ

มู่หรูเยว่ชะงัก รู้สึกหัวใจกระตุก หรือว่าผลของเธอไม่ใช่อย่างที่คิด?

ทันใดนั้น เมื่อนึกถึงประกายสีม่วงที่ค่อยๆหายไปก็รู้สึกใจหาย

ระดับไร้สี! เจ้ารู้หรือไม่อะไรคือระดับไร้สี?” อาวุโสจ้าวจะไม่รู้ได้อย่างไรว่าเด็กสาวกำลังคิดอะไร เขาจ้องมองเธออย่างเย็นชา “จุดสูงสุดของการฝึกวิทยายุทธ์ คือไร้สรรพสิ่ง ยิ่งไปกว่านั้นยอดอัจฉริยะระดับไร้สี สามารถประสบความสำเร็จง่ายกว่าระดับสีม่วงเป็นเท่าตัว หลายหมื่นปีจะปรากฏอัจฉริยะระดับนี้ซักคนหนึ่ง ยอดอัจฉริยะเหล่านั้นมีคนไหนบ้างไม่บรรลุถึงจุดสูงสุดของการฝึกวิทยายุทธ์เจ้ายังคิดว่าระดับสีม่วงกับระดับไร้สีสามารถเทียบเคียงกันได้อีกหรือ?"

นี่เป็นครั้งแรกที่มู่หรูเยว่ได้ยินเรื่องพรสวรรค์ระดับไร้สี เธอจึงไม่แสดงอากัปกริยาใดๆนอกจากการขมวดคิ้ว

จริงสิ! สาวน้อย เจ้าควรทดสอบระดับพลังจิตด้วย ปกติแล้วเราไม่เปิดให้บุคคลทั่วไปเข้าทดสอบแต่วันนี้เจ้าเป็นข้อยกเว้น

หลังพูดจบ อาวุโสจ้าวก็นำหินทดสอบพลังจิตออกมาวางข้างๆหินทดสอบพรสวรรค์

การทดสอบจิตใจนั้นง่ายมาก เจ้าแค่ใช้ปล่อยพลังจิตใส่หินทดสอบ เมื่อหินทดสอบดูดซับพลังจิตของเจ้าก็จะขยายใหญ่ขึ้น ยิ่งใหญ่ขึ้นเท่าใหญ่ พลังจิตของเจ้าก็แข็งแกร่งมากเท่านั้น

อาวุโสจ้าวรอคอยอย่างกระวนกระวายว่าเด็กสาวคนนี้จะสร้างความตื่นตะลึงอะไรให้เขาอีก

ตึง!

พลังจิตเข้มข้นพุ่งเข้าใส่หินทดสอบ หินก้อนนั้นดูดซับพลังจิตเอาไว้และขยายขนาดอย่างรวดเร็ว ก้อนหินนั้นขยายใหญ่ขึ้นอย่างบ้าคลั่งราวกับได้รับพลังจิตปริมาณมหาศาล

อาวุโสจ้าวชะงักงันราวกันเห็นผีอีกครั้ง ต้องใช้พลังจิตมากขนาดไหนถึงสร้างปรากฏการณ์แบบนี้ออกมาได้?

แน่นอน อาวุโสจ้าวไม่รู้ว่าพลังจิตเข้มข้นของมู่หรูเยว่นั้นมาจากการทำพันธสัญญากับตำราเทพโอสถ

เมื่อประกายแสงรุนแรงขึ้น อาวุโสจ้าวก็หุบปากไม่ลงอีกต่อไป เขายังไม่ทันตกใจก็ได้ยินเสียงระเบิดดังสนั่น หินก้อนนั้นสลายเป็นผุยผง

ทั่วทั้งอาคารทดสอบกลับมาเงียบสงบอีกครั้ง ยกเว้นก็แต่เสียงหัวใจที่เต้นรัว

หลายคนอาจไม่รู้ว่าหินทดสอบนั้นมีความแข็งแกร่งเพียงไหน แต่อาวุโสจ้าวรู้ดีว่าต่อให้เป็นผู้ยอดยุทธ์ขั้นก่อเกิดก็ยังทำได้แค่เป็นรอยบิ่นนิดหน่อย บัดนี้ก้อนหินแตกออกเป็นเสี่ยงๆต่อหน้าเขา นั่นหมายความว่าระดับพลังจิตไร้ขอบเขตของนางมากเกินขีดจำกัดของหินทดสอบที่จะรับได้

เด็กสาวคนนี้เป็นอัจฉริยะระดับไหนกัน?”

อาวุโสจ้าวยังคงตกตะลึงไม่ขยับไปไหน

จากผลการทบสอบวันนี้ คงไม่มีใครเหมาะกับการเป็นนักปรุงยาได้เท่านาง อีกทั้งนางยังเป็นยอดอัจฉริยะในการฝึกยุทธ์


อัพเดตครั้งล่าสุด 08/02/2017

2 comments:

  1. โว้ววววว ทำให้คนแก่ตื่นตะลึงแล้วววว

    ReplyDelete